บทนำ
เทคนิคอินฟราเรดไมโครสเปกโตรสโกปี (Infrared microspectroscopy) เป็นเทคนิคที่ใช้ในการวิเคราะห์ตรวจสอบเกี่ยวกับโมเลกุลของสารผ่านการวัดอินฟราเรดสเปกตรัมจากตัวอย่าง โดยอาศัยหลักการสั่นพ้องของพันธะโควาเลนซ์ภายในโมเลกุลของตัวอย่างที่มีความถี่ตรงกับความถี่ของแสงอินฟราเรด เมื่อแสงอินฟราเรดกระทบตัวอย่าง จะเกิดการสั่นพ้องภายในโมเลกุล ทำให้เกิดการดูดกลืนแสงเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงโมเมนต์ขั้วคู่ (Dipole moment) บางส่วนของแสงที่ไม่ถูกดูดกลืนจากโมเลกุลภายในตัวอย่างจะทะลุผ่านไปยังหัววัดแสงอินฟราเรด (IR detector) ซึ่งค่าของแสงที่ทะลุผ่านจะถูกคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อจะทำการแปลผลออกเป็นค่าความสัมพันธ์ระหว่างค่าดูดกลืนแสง (IR absorbance) กับค่าความถี่ที่เรียกว่า wavenumber (cm-1) แสดงผลในรูปแบบอินฟราเรดสเปกตรัม (IR spectrum) ซึ่งจะมีลักษณะเฉพาะของโมเลกุลของสารแต่ละชนิดที่ดูดกลืนแสงอินฟราเรดที่ความถี่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับคุณลักษณะของพันธะเคมีและน้ำหนักอะตอมของหมู่ฟังก์ชัน (functional group) ภายในตัวอย่างนั้นๆ โดยลักษณะของอินฟราเรดสเปกตรัมจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับโปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต กรดนิวคลีอิก หมู่ฟังก์ชันของคาร์บอนิล หรือ หมู่ฟังก์ชันของอะโรมาติก เป็นต้น สามารถนำมาใช้เป็น molecular fingerprint ขององค์ประกอบสารชีวโมเลกุล หรือ spectral signature ของตัวอย่างที่สนใจได้ เทคนิคนี้จึงเหมาะสำหรับการศึกษาโครงสร้างทางเคมีจากตัวอย่างหลากหลาย โดยไม่ทำลายตัวอย่างในระหว่างการวัด เช่น วิทยาศาสตร์ชีวภาพ วัสดุศาสตร์ นิติวิทยาศาสตร์ ตลอดจนธรณีวิทยา สิ่งแวดล้อม และมรดกทางวัฒนธรรม
การนำแสงซินโครตรอนย่านอินฟราเรดกลางมาใช้ร่วมกับเทคนิคอินฟราเรดไมโครสเปกโตรสโกปี เป็นการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของเทคนิคนี้ในการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างขนาดจุลภาค หรือช่วยให้สามารถวัดวิเคราะห์ข้อมูลทางเคมีเชิงพื้นที่ในระดับจุลภาคได้ เนื่องจากแสงซินโครตรอนเป็นแสงที่มีความเข้มสูงและมีขนาดเล็กระดับไมครอนเทียบกับหลอดแสงอินฟราเรดชนิดแผ่รังสีความร้อน จึงส่งผลให้อินฟราเรดสเปกตรัมที่วัดได้มีอัตราสัญญาณต่อสัญญาณรบกวน (signal-to-noise ratio) สูงขึ้น โดยไม่สูญเสียรายละเอียดเชิงพื้นที่ (spatial resolution) นอกจากนี้ยังช่วยลดระยะเวลาในการวัดตัวอย่างเทียบกับการใช้หลอดแสงอินฟราเรดแบบดั้งเดิม
ระบบลำเลียงแสงที่ 4.1: สเปกโตรสโกปีและการถ่ายภาพจุลทรรศน์อินฟราเรด เป็นระบบลำเลียงแสงที่ใช้แสงซินโครตรอนย่านแสงอินฟราเรดกลางที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2553 และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน เพื่อให้บริการเทคนิคอินฟราเรดไมโครสเปกโตรสโกปีในช่วงอินฟราเรดย่านกลาง (4000 - 400 cm-1) แก่ผู้ใช้ทั่วไป โดยแสงอินฟราเรดที่ใช้ในการวัดตัวอย่างมีขนาดตั้งแต่ 5 ถึง 20 ไมครอน ตัวอย่างที่สามารถนำมาใช้ในการวัด ได้แก่ เซลล์สิ่งมีชีวิตเดี่ยว โมเลกุลหรือสารเคมีภายในอาหาร สะเก็ดสีหรือตัวอย่างทางโบราณคดี และฟิล์มบาง เป็นต้น

ตัวอย่างอินฟราเรดสเปกตรัมที่วัดจากของเซลล์มะเร็งชนิดหนึ่ง
Beamline specification

การประยุกต์ใช้ประโยชน์กับงานวิจัย

ด้านชีววิทยาและการแพทย์

ด้านวิทยาศาสตร์ก ารอาหารและการเกษตร
ศึกษาลักษณะของเซลล์เดี่ยว การจำแนกสาหร่ายหรือยีสต์ การสร้างภาพจำลองของพันธะเคมี (chemical mapping) ของเซลล์เดี่ยวหรือกลุ่มเซลล์ร่วม รวมทั้งการวิเคราะห์ผลของยาหรือสารออกฤทธ์ทางชีวภาพต่อการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมีของตัวอย่าง

ด้านธรณีวิทยาและโบราณคดี
การสร้างภาพจำลองของพันธะเคมี (chemical mapping) ขององค์ประกอบทางเคมีในตัวอย่าง การติดตามการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบทางเคมีของตัวอย่าง
การวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมี การบ่งชี้ลักษณะเฉพาะของตัวอย่ าง

ด้านวัสดุศาสตร์
การสร้างภาพจำลองของพันธะเคมี (chemical mapping) ของพอลิเมอร์ วัสดุที่เป็นผง ฟิล์มบางหรือวัสดุผสมหลายชั้น

Beamline Referencing
Please cite the reference Chio-Srichan et al. (2025) in an appropriate place in the main text (not supporting material) and use the beamline specific text snipplet in the acknowledgement in all publications arising from work carried out wholly or in part at our beamline 4.1: uIR
Full citation
Chio-Srichan, S., Attarataya, J., Phonthongchanthuek, T., Tarawarakarn, P., Srisamut, D., Chantarakorn, C., Saiyasombat, C., Soontaranon, S., Rugmai, S., Songsiriritthigul, P., Moreno, T. and Dumas, P. (2025). Design and performance of the first infrared beamline at the Siam Photon I synchrotron facility (SPS-I), Thailand. Infrared Physics & Technology, 106248.





